บุญที่ทำให้เกิดไอเดียแปลกใหม่
posted on 07 May 2009 22:58 by llllallllบุญที่ทำให้เกิดไอเดียแปลกใหม่>> >>
ทุกวงการตระหนักกันดีว่าถึงยุคนี้ไอเดียเด็ดๆใหม่ๆเท่านั้นที่หมุนโลกได้ ไม่ว่าจะทำธุรกิจ สร้างสรรค์งานศิลปะ หรือประดิษฐ์คิดค้นเทคโนโลยีต่างๆ หากย่ำอยู่กับที่จะไม่มีวันได้เป็นตัวของตัวเอง ไม่มีทางเชิดหน้าชูตาแข่งขันกับใครไหว ปัจจุบันโรงเรียนและตำราสอนวิธีคิดให้แหวกแนว คิดให้สร้างสรรค์แปลกใหม่พิสดารจึงผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดทั่วโลก ต่างฝ่ายต่างก็งัดกลเม็ดเด็ดพรายต่างๆมาเทรนกันอย่างขะมักเขม้น ส่วนที่ว่าจะเทรนสำเร็จ ได้ครีเอทีฟเกิดใหม่หรือไม่ ก็คงขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่าง
>> ผมเชื่อว่าความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่สิ่งที่ปลูกสร้างกันได้ด้วยแบบแผนตายตัว ลองเอาคนพันคนไปเข้าคอร์สฝึกความคิดสร้างสรรค์ แล้วคุณจะรู้ว่ามีเพียงคนเดียวหรือน้อยกว่านั้นที่กลายเป็นนักคิดสร้างสรรค์ชั้นอ๋องขึ้นมาจริงๆ คุณคงต้องการมีไอเดียแปลกใหม่ที่ใช้การได้ ไม่ใช่ไอเดียแปลกแบบพิลึกกึกกือที่ใครเห็นใครก็ยอมรับว่าแปลก แต่อยากให้คุณแปลกของคุณไปคนเดียว อย่าได้มีคนอื่นแปลกตามอีกเลย
>> แม้แต่ในแวดวงโฆษณา แวดวงศิลปะ แวดวงบันเทิง ซึ่งเป็นแหล่งรวมครีเอทีฟเป็นจำนวนมาก ก็ยังมีฮีโร่ประจำวงการ ไม่ใช่ใครทำๆไปหลายปีหน่อยก็เก่งได้ กลายเป็นฮีโร่ได้ เราจึงมักเห็นเขาพูดกันเสมอว่าถ้าไม่มีพรสวรรค์ ถ้าไม่มีคุณสมบัติลึกลับอยู่ก่อน ฝึกให้ตายก็ไม่มีทางเป็นนักคิดสร้างสรรค์กับใครเขา หรือต่อให้มีความคิดสร้างสรรค์แล้ว ก็ยังเข็นไอเดียเด็ดๆออกมาไม่สำเร็จอยู่ดี
>> ในทางพุทธ ทุกสิ่งมีเหตุผลเสมอ ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นลอยๆ หมายความว่าไม่มีใครสักคนเดียวได้รับ ‘พรจากสวรรค์’ มาเปล่าๆ และ ‘คุณสมบัติลึกลับ’ อันปราศจากที่มาที่ไปก็ไม่มี พุทธเราจะพูดเรื่องบุญทำกรรมแต่ง หมายความว่าคนไอเดียดีต้องมีบุญบางอย่างผลักดันอยู่เบื้องหลัง บุญนั้นต้องพูดถึงได้ จับต้องได้ และสำคัญกว่าอะไรคือต้องพิสูจน์ได้ แม้ยังไม่ต้องไปเกิดใหม่
>> ‘คิดจากความว่าง’ ตอนนี้คงไม่มีเจตนาไปฉีกตำราฝึกความคิดสร้างสรรค์เล่มใด แต่อยากชี้ว่ามีเรื่องของ ‘บุญ’ ซึ่งครูนักคิดสร้างสรรค์คงยังไม่พูดถึงหรือเอามาเป็นหัวข้อในตำราเล่มไหนมาก่อน
>> เมื่อกล่าวถึงความคิดสร้างสรรค์ เราจะต้องพาดพิงถึง ‘ความคิดนอกกรอบ’ ซึ่งก็คงประมาณว่าทำตัวให้หลุดจากการยึดติดข้อจำกัดเดิมๆ เพื่อมุมมองใหม่ๆจะได้เกิดขึ้นได้
>> ผมจะกล่าวถึงความคิดนอกกรอบแบบพุทธสัก ๒ ข้อ ได้แก่
>> ๑) คิดนอกกรอบด้วยการช่วยเหลือคนด้วยความมีใจอนุเคราะห์ การมีแก่ใจช่วยเหลือผู้อื่นจัดเป็นความคิดนอกกรอบอย่างยิ่ง เพราะทุกคนติดยึดกับความคิดที่ว่าเงินและเวลาสมควรทุ่มเทให้กับตนเอง การจะช่วยใครสักคนมักหมายถึงความหวังว่าจะได้รับผลตอบแทนในทางใดทางหนึ่ง มิได้มีความบริสุทธิ์หวังประโยชน์แก่ผู้อื่นอย่างแท้จริง
>> การคิดหาประโยชน์เข้าตนจัดเป็นความโลภ ทำให้จิตคับแคบจำกัด ในขณะที่การคิดหวังประโยชน์ผู้อื่นจัดเป็นการให้ทาน ทำให้จิตเปิดกว้างไร้ขอบเขต นั่นหมายความว่า ยิ่งคิดเอามากเท่าไหร่ ใจยิ่งมืดบอดมากขึ้นเท่านั้น ขณะที่ยิ่งคิดให้มากเท่าไหร่ ใจยิ่งสว่างกระจ่างแจ้งขึ้นเท่านั้น
>> ดูเหมือนไม่ค่อยน่าจะเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์สักเท่าไหร่ใช่ไหมครับ? ความจริงคือเกี่ยวอย่างยิ่ง จิตที่คับแคบแบบคนเห็นแก่ตัวนั้นยากจะเห็นทางเลือกที่หลากหลาย เมื่อมองไม่เห็นความหลากหลายย่อมไม่อาจผสานเข้าเป็นไอเดียใหม่ ซึ่งก็ตรงข้ามกับจิตที่เปิดกว้างแบบคนใจดีมีเมตตา สามารถมองเห็นความหลากหลายได้ง่าย และสบายๆพอจะเปิดมุมมองใหม่ ยอมรับการผสมผสานที่แหวกแนว
>> พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้ให้ทานด้วยน้ำจิตอนุเคราะห์อย่างแท้จริงเสมอๆนั้น ผลบุญที่จะเกิดขึ้นกับจิตคือความสามารถเลือกสรรสิ่งน่าพอใจได้ยิ่งๆขึ้นไป หรืออีกนัยหนึ่งคือเป็นผู้มีพื้นรสนิยมที่ดี คัดสรรอะไรได้เหมาะเจาะนั่นเอง
>> สรุปคือยิ่งเมตตามีมากเท่าไร ฐานของความคิดสร้างสรรค์ยิ่งกว้างขึ้นเท่านั้น ถ้าไม่เคยคิดให้ทาน เกรงกลัวการอุทิศตัวช่วยเหลือคนอื่น ขอให้ลองดูสักระยะจนเริ่มมีความสุขกับการคิดเกื้อกูลโดยไม่หวังผลตอบแทน ธรรมชาติของจิตคุณเองจะให้ผลตอบแทนเป็นความคิดอ่านที่ปลอดโปร่ง ความมีกำลังใจชุ่มฉ่ำที่จะคิดอะไรใหม่ๆ ทำนองเดียวกับคุณตื่นเช้ามาในห้องปลอดโปร่งที่อากาศเย็นสบาย ย่อมนึกอยากทำงานมากกว่าช่วงบ่ายในห้องอุดอู้ที่อากาศอบอ้าวเป็นแน่
>> >> ๒) คิดนอกกรอบด้วยการหันเข้ามารู้วาระจิตตนเอง ขณะที่ทุกคนมัวเพ่งเล็งขบคิดแก้ปัญหาภายนอก จิตจะค่อยๆขมวดเข้ามากระจุกแน่นเหมือนปมเชือก ยิ่งแน่นเท่าไหร่ความคิดยิ่งไม่แล่นเท่านั้น พูดให้ง่ายคือ การเอาแต่คิดหาไอเดียนั่นแหละ คืออุปสรรคของการเกิดไอเดีย ไม่ว่าจะเป็นไอเดียสินค้าแปลกใหม่หรือไอเดียแก้ปัญหา จะมายากถ้าหากจิตใจคุณทำตัวเป็นอุปสรรคขวากหนามเสียเอง
>> ทุกคนที่พยายามคิดแก้ปัญหาเรื่องใดเรื่องหนึ่งไปเรื่อยๆแบบไม่ยั้ง ไม่หยุด ไม่มีสติ จะมีอาการทางจิตเหมือนๆกัน คือแน่นทึบ ตีบตัน และวกวนอยู่กับคำถามเดิมๆ เหมือนหลุดเข้าไปในหลุมดำแห่งความคิดอันมืดมิด ปราศจากความพร้อมที่จะคิดคลี่คลายปมต่างๆได้ไหว ขอเพียงรู้เคล็ดลับนิดเดียวคือ เมื่อเริ่มตึง เริ่มหนัก ก่อนเกิดความตีบตันนั้น ขอเพียงเกิดแวบเดียวแห่งสติ คือระลึกรู้ หรือรู้สึกตัวขึ้นมาว่าคุณกำลังนั่งอยู่ในท่าไหน เครียดเกร็งที่จุดใด สติในบัดนั้นจะส่องให้ทราบถึงสภาพจิตและหลุดจากความตึงหนัก และถอนตัวก่อนตีบตันเสียได้
>> ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะกายเป็นเครื่องแสดงออกของจิต จิตเป็นอย่างไรกายก็มีทีท่าอย่างนั้น เมื่อสติเท่าทันกาย กายก็ผ่อนคลายลง เมื่อกายผ่อนคลายจิตก็หย่อนอาการเขม็งตึงลงด้วย ขอให้สังเกตความสบายใจหลังเกิดสติรู้ทันภาวะตึงเครียด แม้เป็นความสบายใจแบบอ่อนๆ แต่ถ้าเกิดขึ้นบ่อยในระหว่างวัน ก็จะกลายเป็นความสบายใจที่ยืนยาว รวมทั้งกลายเป็นนิสัยการทำงานอีกด้วย
>> >> การคิดนอกกรอบ ๒ ข้อข้างต้นนี้ ก็คือการให้ทานและการเจริญสติ อันจัดเป็นบุญเป็นกุศลทั้งคู่ ยิ่งบุญกุศลเจริญมาก ก็จะเหมือนคุณมีท่อส่งกำลังความคิดที่กว้างขึ้น และปราศจากจุดอุดตัน ไม่ว่าเป็นสาขาอาชีพใด ความคิดสร้างสรรค์ย่อมไหลมาเทมาไม่จำกัด ข้อมูลต่างๆในหัวแต่ละคนนั้น ไม่มีใครเหมือนใครอยู่แล้ว เพียงแต่ใครจะเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านั้นออกมาด้วยมุมมองที่แตกต่างได้สำเร็จเท่านั้น>> สติที่เท่าทันจิตของตนเอง จะทำให้คุณเป็นผู้มีสัมผัสที่แม่นยำตามจริง สร้างสรรค์สิ่งใหม่ในกรอบของความเป็นไปได้จริง ไม่หลงตั้งความเชื่อไว้ผิดๆแบบที่หลายตำราสอนกัน ประเภทฝึกคิดนอกลู่นอกทางบ่อยๆด้วยนึกว่าเป็นทางมาของความคิดสร้างสรรค์ แท้จริงนั่นเป็นทางนำไปสู่ความเบี้ยวบิดผิดเพี้ยน ความแหวกแนวของการคิดเพี้ยนๆอาจดึงความสนใจชาวบ้านได้ชั่วครู่ แต่ความตื้นเขินของความคิดเพี้ยนๆจะไม่ดึงความสนใจใครต่อใครได้ลึกพอ เพียงรู้ว่าอะไรเป็นอะไรเดี๋ยวเดียวก็จืดชืด กลายเป็นของแปลกที่น่าเบื่อไปเสียแล้ว
>> สรุปสั้นที่สุด เตรียมจิตให้พร้อมคิดสร้างสรรค์ จากนั้นอาศัยสติมองตามจริงให้รอบด้าน แล้วให้ข้อมูลตามจริงมันผสมผสานกันเองในหัวคุณ คุณจะได้ไอเดียที่แตกต่างจากชาวบ้านแน่นอนครับ>