บุญที่ทำให้เกิดไอเดียแปลกใหม่>> >>

 

ทุกวงการตระหนักกันดีว่าถึงยุคนี้ไอเดียเด็ดๆใหม่ๆเท่านั้นที่หมุนโลกได้ ไม่ว่าจะทำธุรกิจ สร้างสรรค์งานศิลปะ หรือประดิษฐ์คิดค้นเทคโนโลยีต่างๆ หากย่ำอยู่กับที่จะไม่มีวันได้เป็นตัวของตัวเอง ไม่มีทางเชิดหน้าชูตาแข่งขันกับใครไหว ปัจจุบันโรงเรียนและตำราสอนวิธีคิดให้แหวกแนว คิดให้สร้างสรรค์แปลกใหม่พิสดารจึงผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดทั่วโลก ต่างฝ่ายต่างก็งัดกลเม็ดเด็ดพรายต่างๆมาเทรนกันอย่างขะมักเขม้น ส่วนที่ว่าจะเทรนสำเร็จ ได้ครีเอทีฟเกิดใหม่หรือไม่ ก็คงขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่าง

 

>> ผมเชื่อว่าความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่สิ่งที่ปลูกสร้างกันได้ด้วยแบบแผนตายตัว ลองเอาคนพันคนไปเข้าคอร์สฝึกความคิดสร้างสรรค์ แล้วคุณจะรู้ว่ามีเพียงคนเดียวหรือน้อยกว่านั้นที่กลายเป็นนักคิดสร้างสรรค์ชั้นอ๋องขึ้นมาจริงๆ คุณคงต้องการมีไอเดียแปลกใหม่ที่ใช้การได้ ไม่ใช่ไอเดียแปลกแบบพิลึกกึกกือที่ใครเห็นใครก็ยอมรับว่าแปลก แต่อยากให้คุณแปลกของคุณไปคนเดียว อย่าได้มีคนอื่นแปลกตามอีกเลย

 

>> แม้แต่ในแวดวงโฆษณา แวดวงศิลปะ แวดวงบันเทิง ซึ่งเป็นแหล่งรวมครีเอทีฟเป็นจำนวนมาก ก็ยังมีฮีโร่ประจำวงการ ไม่ใช่ใครทำๆไปหลายปีหน่อยก็เก่งได้ กลายเป็นฮีโร่ได้ เราจึงมักเห็นเขาพูดกันเสมอว่าถ้าไม่มีพรสวรรค์ ถ้าไม่มีคุณสมบัติลึกลับอยู่ก่อน ฝึกให้ตายก็ไม่มีทางเป็นนักคิดสร้างสรรค์กับใครเขา หรือต่อให้มีความคิดสร้างสรรค์แล้ว ก็ยังเข็นไอเดียเด็ดๆออกมาไม่สำเร็จอยู่ดี

 

>> ในทางพุทธ ทุกสิ่งมีเหตุผลเสมอ ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นลอยๆ หมายความว่าไม่มีใครสักคนเดียวได้รับ ‘พรจากสวรรค์’ มาเปล่าๆ และ ‘คุณสมบัติลึกลับ’ อันปราศจากที่มาที่ไปก็ไม่มี พุทธเราจะพูดเรื่องบุญทำกรรมแต่ง หมายความว่าคนไอเดียดีต้องมีบุญบางอย่างผลักดันอยู่เบื้องหลัง บุญนั้นต้องพูดถึงได้ จับต้องได้ และสำคัญกว่าอะไรคือต้องพิสูจน์ได้ แม้ยังไม่ต้องไปเกิดใหม่

 

>> ‘คิดจากความว่าง’ ตอนนี้คงไม่มีเจตนาไปฉีกตำราฝึกความคิดสร้างสรรค์เล่มใด แต่อยากชี้ว่ามีเรื่องของ ‘บุญ’ ซึ่งครูนักคิดสร้างสรรค์คงยังไม่พูดถึงหรือเอามาเป็นหัวข้อในตำราเล่มไหนมาก่อน

 

>> เมื่อกล่าวถึงความคิดสร้างสรรค์ เราจะต้องพาดพิงถึง ‘ความคิดนอกกรอบ’ ซึ่งก็คงประมาณว่าทำตัวให้หลุดจากการยึดติดข้อจำกัดเดิมๆ เพื่อมุมมองใหม่ๆจะได้เกิดขึ้นได้

 

>> ผมจะกล่าวถึงความคิดนอกกรอบแบบพุทธสัก ๒ ข้อ ได้แก่

 

>> ๑) คิดนอกกรอบด้วยการช่วยเหลือคนด้วยความมีใจอนุเคราะห์ การมีแก่ใจช่วยเหลือผู้อื่นจัดเป็นความคิดนอกกรอบอย่างยิ่ง เพราะทุกคนติดยึดกับความคิดที่ว่าเงินและเวลาสมควรทุ่มเทให้กับตนเอง การจะช่วยใครสักคนมักหมายถึงความหวังว่าจะได้รับผลตอบแทนในทางใดทางหนึ่ง มิได้มีความบริสุทธิ์หวังประโยชน์แก่ผู้อื่นอย่างแท้จริง

 

>> การคิดหาประโยชน์เข้าตนจัดเป็นความโลภ ทำให้จิตคับแคบจำกัด ในขณะที่การคิดหวังประโยชน์ผู้อื่นจัดเป็นการให้ทาน ทำให้จิตเปิดกว้างไร้ขอบเขต นั่นหมายความว่า ยิ่งคิดเอามากเท่าไหร่ ใจยิ่งมืดบอดมากขึ้นเท่านั้น ขณะที่ยิ่งคิดให้มากเท่าไหร่ ใจยิ่งสว่างกระจ่างแจ้งขึ้นเท่านั้น

 

>> ดูเหมือนไม่ค่อยน่าจะเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์สักเท่าไหร่ใช่ไหมครับ? ความจริงคือเกี่ยวอย่างยิ่ง จิตที่คับแคบแบบคนเห็นแก่ตัวนั้นยากจะเห็นทางเลือกที่หลากหลาย เมื่อมองไม่เห็นความหลากหลายย่อมไม่อาจผสานเข้าเป็นไอเดียใหม่ ซึ่งก็ตรงข้ามกับจิตที่เปิดกว้างแบบคนใจดีมีเมตตา สามารถมองเห็นความหลากหลายได้ง่าย และสบายๆพอจะเปิดมุมมองใหม่ ยอมรับการผสมผสานที่แหวกแนว

 

>> พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้ให้ทานด้วยน้ำจิตอนุเคราะห์อย่างแท้จริงเสมอๆนั้น ผลบุญที่จะเกิดขึ้นกับจิตคือความสามารถเลือกสรรสิ่งน่าพอใจได้ยิ่งๆขึ้นไป หรืออีกนัยหนึ่งคือเป็นผู้มีพื้นรสนิยมที่ดี คัดสรรอะไรได้เหมาะเจาะนั่นเอง

 

>> สรุปคือยิ่งเมตตามีมากเท่าไร ฐานของความคิดสร้างสรรค์ยิ่งกว้างขึ้นเท่านั้น ถ้าไม่เคยคิดให้ทาน เกรงกลัวการอุทิศตัวช่วยเหลือคนอื่น ขอให้ลองดูสักระยะจนเริ่มมีความสุขกับการคิดเกื้อกูลโดยไม่หวังผลตอบแทน ธรรมชาติของจิตคุณเองจะให้ผลตอบแทนเป็นความคิดอ่านที่ปลอดโปร่ง ความมีกำลังใจชุ่มฉ่ำที่จะคิดอะไรใหม่ๆ ทำนองเดียวกับคุณตื่นเช้ามาในห้องปลอดโปร่งที่อากาศเย็นสบาย ย่อมนึกอยากทำงานมากกว่าช่วงบ่ายในห้องอุดอู้ที่อากาศอบอ้าวเป็นแน่

 

>> >> ๒) คิดนอกกรอบด้วยการหันเข้ามารู้วาระจิตตนเอง ขณะที่ทุกคนมัวเพ่งเล็งขบคิดแก้ปัญหาภายนอก จิตจะค่อยๆขมวดเข้ามากระจุกแน่นเหมือนปมเชือก ยิ่งแน่นเท่าไหร่ความคิดยิ่งไม่แล่นเท่านั้น พูดให้ง่ายคือ การเอาแต่คิดหาไอเดียนั่นแหละ คืออุปสรรคของการเกิดไอเดีย ไม่ว่าจะเป็นไอเดียสินค้าแปลกใหม่หรือไอเดียแก้ปัญหา จะมายากถ้าหากจิตใจคุณทำตัวเป็นอุปสรรคขวากหนามเสียเอง

 

>> ทุกคนที่พยายามคิดแก้ปัญหาเรื่องใดเรื่องหนึ่งไปเรื่อยๆแบบไม่ยั้ง ไม่หยุด ไม่มีสติ จะมีอาการทางจิตเหมือนๆกัน คือแน่นทึบ ตีบตัน และวกวนอยู่กับคำถามเดิมๆ เหมือนหลุดเข้าไปในหลุมดำแห่งความคิดอันมืดมิด ปราศจากความพร้อมที่จะคิดคลี่คลายปมต่างๆได้ไหว ขอเพียงรู้เคล็ดลับนิดเดียวคือ เมื่อเริ่มตึง เริ่มหนัก ก่อนเกิดความตีบตันนั้น ขอเพียงเกิดแวบเดียวแห่งสติ คือระลึกรู้ หรือรู้สึกตัวขึ้นมาว่าคุณกำลังนั่งอยู่ในท่าไหน เครียดเกร็งที่จุดใด สติในบัดนั้นจะส่องให้ทราบถึงสภาพจิตและหลุดจากความตึงหนัก และถอนตัวก่อนตีบตันเสียได้

 

>> ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะกายเป็นเครื่องแสดงออกของจิต จิตเป็นอย่างไรกายก็มีทีท่าอย่างนั้น เมื่อสติเท่าทันกาย กายก็ผ่อนคลายลง เมื่อกายผ่อนคลายจิตก็หย่อนอาการเขม็งตึงลงด้วย ขอให้สังเกตความสบายใจหลังเกิดสติรู้ทันภาวะตึงเครียด แม้เป็นความสบายใจแบบอ่อนๆ แต่ถ้าเกิดขึ้นบ่อยในระหว่างวัน ก็จะกลายเป็นความสบายใจที่ยืนยาว รวมทั้งกลายเป็นนิสัยการทำงานอีกด้วย

 

>> >> การคิดนอกกรอบ ๒ ข้อข้างต้นนี้ ก็คือการให้ทานและการเจริญสติ อันจัดเป็นบุญเป็นกุศลทั้งคู่ ยิ่งบุญกุศลเจริญมาก ก็จะเหมือนคุณมีท่อส่งกำลังความคิดที่กว้างขึ้น และปราศจากจุดอุดตัน ไม่ว่าเป็นสาขาอาชีพใด ความคิดสร้างสรรค์ย่อมไหลมาเทมาไม่จำกัด ข้อมูลต่างๆในหัวแต่ละคนนั้น ไม่มีใครเหมือนใครอยู่แล้ว เพียงแต่ใครจะเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านั้นออกมาด้วยมุมมองที่แตกต่างได้สำเร็จเท่านั้น>> สติที่เท่าทันจิตของตนเอง จะทำให้คุณเป็นผู้มีสัมผัสที่แม่นยำตามจริง สร้างสรรค์สิ่งใหม่ในกรอบของความเป็นไปได้จริง ไม่หลงตั้งความเชื่อไว้ผิดๆแบบที่หลายตำราสอนกัน ประเภทฝึกคิดนอกลู่นอกทางบ่อยๆด้วยนึกว่าเป็นทางมาของความคิดสร้างสรรค์ แท้จริงนั่นเป็นทางนำไปสู่ความเบี้ยวบิดผิดเพี้ยน ความแหวกแนวของการคิดเพี้ยนๆอาจดึงความสนใจชาวบ้านได้ชั่วครู่ แต่ความตื้นเขินของความคิดเพี้ยนๆจะไม่ดึงความสนใจใครต่อใครได้ลึกพอ เพียงรู้ว่าอะไรเป็นอะไรเดี๋ยวเดียวก็จืดชืด กลายเป็นของแปลกที่น่าเบื่อไปเสียแล้ว

 

 

>> สรุปสั้นที่สุด เตรียมจิตให้พร้อมคิดสร้างสรรค์ จากนั้นอาศัยสติมองตามจริงให้รอบด้าน แล้วให้ข้อมูลตามจริงมันผสมผสานกันเองในหัวคุณ คุณจะได้ไอเดียที่แตกต่างจากชาวบ้านแน่นอนครับ>

กรรม

posted on 18 Feb 2009 00:31 by llllallll
. เหตุใดคุณมีเสื้อผ้าแพรพรรณอันงดงามสวมใส่มากมาย
เพราะชาติก่อนคุณเคยถวายจีวรแด่พระสงฆ์

2. เหตุใดชาตินี้คุณมีอาหารดีดีรับประทานอยู่เสมอ
เพราะชาติก่อนคุณเคยทำทานอาหารแก่คนยากจนในชาติก่อน

3. เหตุใดชาตินี้คุณอดอยากยากจนไม่มีเสื้อผ้าดีดีสวมใส่
เพราะคุณตระหนี่ขี้เหนียวไม่ยอมทำทานคนจน ในชาติก่อน

4. เหตุใดชาตินี้คุณมีบ้านเรือนใหญ่โต
เพราะคุณเคยถวายข้าวสารเข้าวัดในชาติก่อน

5. เหตุใดชาตินี้คุณมีความเจริญรุ่งเรืองและมีความสุขมาก
เพราะคุณเคยถวายเงินสร้างวัดในชาติก่อน

6. เหตุใดชาตินี้คุณเป็นคนสวย และรูปงาม
เพราะคุณเคยถวายดอกไม้สดบูชาพระด้วยความเคารพในชาติก่อน

7. เหตุใดชาตินี้คุณเป็นคนฉลาดปราดเปรื่องมีปัญญาดี
เพราะคุณเคยเป็นพุทธมามกะและทานมังสวิรัติในชาติก่อน

8. เหตุใดชาตินี้คุณเป็นที่รักของทุกๆ คนและมีเพื่อนมากมาย
เพราะคุณเคยสร้างมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีต่อทุกคนในชาติก่อน

9. เหตุใดชาตินี้คุณมีพ่อ แม่อยู่พร้อมหน้า
เพราะคุณเคารพและให้ความช่วยเหลือไม่ดูแคลนคนไร้ญาติในชาติก่อน

10. เหตุใดชาตินี้คุณเป็นเด็กกำพร้า
เพราะคุณเคยยิงนก ตกปลา และพรากสัตว์ในชาติก่อน

11. เหตุใดชาตินี้คุณมีอายุยืนแข็งแรง
เพราะคุณเคยปล่อยนก ปล่อยปลา สิ่งมีชีวิตในชาติก่อน

12. เหตุใดชาตินี้คุณอายุสั้น
เพราะชาติก่อนคุณเคยฆ่าสัตว์มากมาย

13. เหตุใดชาตินี้คุณเป็นคนรับใช้
เพราะชาติก่อนคุณเคยดูถูกเหยียดหยามคนจน

14. เหตุใดชาตินี้คุณมีดวงตาสดใส
เพราะชาติก่อนคุณเคยเติมน้ำมันตะเกียงและจุดไฟบูชาพระ

15. เหตุใดชาตินี้คุณโง่ปัญญาอ่อนและหูหนวก
เพราะชาติก่อนคุณเคยด่าว่าและหยาบคายต่อหน้าพ่อแม่

16. เหตุใดชาตินี้คุณต้องตายเพราะยาพิษ
เพราะชาติก่อนคุณเจตนาวางยาในต้นน้ำลำธารให้เป็นพิษ

17. เหตุใดชาตินี้คุณจึงแขวนคอตาย
เพราะชาติก่อนคุณใช้ตะข่ายล่าและดักสัตว์

18. ถ้าชาตินี้คุณฆ่าเขา
ชาติหน้าเขาก็จะฆ่าคุณ และจะฆ่ากันไป-มาไม่มีสิ้นสุด

19. ถ้าชาตินี้คุณบอกเล่ากฏแห่งกรรม
คุณจะเป็นที่เคารพนับถือมากมายในชาติหน้า

**

โฆษณาโบราณๆ ภาค 2

posted on 12 Feb 2009 22:24 by llllallll

พ.ศ. 2471
นั่นอันแรก..ก็งงแล้วอ่ะดิ๊ นี่มันโฆษณาแป้งทาหน้าชัดๆ เลยใช่มั้ยล่ะ มีทำให้ผิวพรรณผ่องใสด้วย แต่ในหนังสือ เค้ายืนยันว่าเป็นโฆษณา 'โอวัลติน' ที่เป็นเครื่องดื่มจริงๆ ครับ..
แถมเกร็ดจากคุณเอนกนิดนึง... 'โอวัลติน' นั้นวางตลาดครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2447 (100 ปีแว้วว) เดิมใช้ชื่อว่า 'Ovomaltine' (ถ้ายังใช้ชื่อนี้อยู่คงเจ๊งไปแล้ว--จขบ) คิดค้นโดย ดร. ยอร์ช แวนเดอร์ (Dr. George Wander) นักเคมีชาวสวิสครับ

 

.ศ. 2472
โฆษณายางใน และยางนอก ยี่ห้อ 'ดันลอป' ทำเป็นรูปผู้หญิงขับยาง สวยดีเหมือนกัน

 

 

พ.ศ. 2472
นี่ก็คันละสองพันกว่าๆ..แต่ก็ยังสงสัยอยู่อย่างว่า รถนั่ง กับ รถเก๋ง มันต่างกันยังไง (ฟ่ะ???)

 

พ.ศ. 2478
ไม่แน่ใจว่ายังมีขายอยู่หรือเปล่าไอ้ยาสีฟัน 'วิเศษนิยม' เนี่ยแต่ชื่อยังคุ้นๆ หูนะ...
ยังจำกันได้มั้ยน้อ ยุคนึงที่ดนตรีอัลเตอร์ฯ อินดี้ดังใหม่ๆ (เกือบ 10 ปีก่อนนู้น) เบเกอรี่มิวสิค เคยออกอัลบั้มวงอินดี้มาพร้อมกัน 3 วง มีวงนึงใช้ชื่อ 'วิเศษนิยม' นี่ล่ะ (และ 1 ใน 2 วง ที่เหลือก็คือ ซิลลี่ฟูลส์)

พ.ศ. 2479
อันนี้ก็เหมือนกันไม่แน่ใจว่ายังมีขายอยู่หรือเปล่า (ยุคนี้ยังมีคนใช้ยานัตถุ์อยู่หรือเปล่าเหอะ) แต่เห็นยังมีตึก 'หมอมี' อยู่แถววงเวียน 22 เลยเดาเอาว่าคงยังมีขายอยู่น่ะ

พ.ศ. 2479
ไอ้เบียร์ 'ว่าวปักเป้า' น่ะไม่อยู่แล้ว ส่วนเบียร์ 'สิงห์' คงไม่ต้องบรรยายอะไรกันอีก (แต่ไฮเนเก้นอร่อยที่ซู้ดด แหะ แหะ)
ในโฆษณาใช้จุดขายว่าเป็นเบียร์ไทยที่ไม่มีสารเคมีเจือปนเหมือนเบียร์นอก

 

พ.ศ. 2481
อ่า..อันนี้ค่อยมั่นใจหน่อยว่าเป็นโฆษณาเครื่องดื่ม 'โอวัลติน' (ที่กินได้) ไม่เหมือนโฆษณาตัวแรก ส่วนไอ้เจ้ากระป๋องโอวัลตินหน้าตาอย่างนี้ยังพอหาดูได้ในปัจจุบันครับ
เกร็ดจากคุณเอนก... นี่เป็นโฆษณาที่ใช้ในช่วงงานคล้องช้างที่ลพบุรีในปี 2481 จึงวาดเป็นรูปชายหญิงนั่งดื่มโอวัลติน ในขณะที่ด้านหลังมีการแสดงของช้าง

 

 

พ.ศ. 2482
โฆษณาเหล้า 'จอห์นนี่ วอล์คเกอร์' นั่นเอง แต่ดูเหมือนจะยังไม่แยกเป็น แบล็ค เรด โกลด์ บลู และกรีนเลเบิ้ลนะ (เยอะมั่กๆ)
และยังมีบอกด้วยว่าถือกำเนิดในปี 1820 หรือ 185 ปีมาแล้วนั่นเอง สโลแกนที่ใช้ตอนนั้นคือ Still Going Strong แต่ผมว่า Keep Walking เท่ห์กว่าเยอะเน๊าะ

 

พ.ศ. 2494
หรือ 'ยาสีฟันดาร์ลี่' ในปัจจุบันนั่นเอง โดยสาเหตุที่ต้องเปลี่ยนจาก 'ดาร์กี้' เป็น 'ดาร์ลี่' เนื่องมาจากโดนชาวคนผิวดำประท้วง
หุหุ แอบบอกผมเกิดมาทันเห็นตอน 'ดาร์ลี่' ยังเป็น 'ดาร์กี้' ด้วยล่ะ (แต่ยังไม่แก่เน้อ) ยังจำหน้านิโกรยิ้มโชว์ฟันขาวนี้ได้ติดตาเลย เพราะแต่ก่อนตอนเด็กๆ ชอบใช้มันเผ็ดดี
ยังจำโฆษณาตอนเปลี่ยนชื่อได้รางๆ คล้ายๆ 'ดาร์กี้' เป็น 'ดาร์ลี่' ดีเหมือนเดิม อะไรประมาณนี้แหล่ะ (ถ้าจำผิดต้องขออภัย)

 พ.ศ. 2497
2 ปีก่อนอันธพาลจะครองเมือง นี่คือโฆษณา 'โค้ก' ของเรา ทางของเรา นั่นเอง เป็นโฆษณาที่แสดงบรรยากาศ 'งานรัฐธรรมนูญ' เมื่อก่อนด้วย โดยในภาพเป็นชายหญิงเดินควงแขนกันดื่ม 'โคคา-โคลา' มีแบคกราวน์เป็นคนนั่งรถไฟเล็กผ่านอนุสาวรีย์รัฐธรรมนูญ
และในโฆษณามีบอกที่ใต้โลโก้ด้วยว่า 'นำในด้านคุณภาพตลอดมากว่า 67 ปีแล้ว' ซึ่งโฆษณาอันนี้ใช้ในปี 2497 แสดงว่า 'โค้ก' เริ่มขายในไทยประมาณปี

พ.ศ. 2497
นี่คือโฆษณา 'เป๊ปซี่' ที่ลงในหนังสือเล่มเดียวกันกับโฆษณา 'โคคา-โคลา' อันบนเลย แสดงว่า 'เป๊ปซี่' กับ 'โค้ก' นี่แข่งขันกันมายาวนานมาก

 พ.ศ. 2502
โฮ่..ใครจะไปนึกว่าผงซักฟอก 'โอโม่' เป็นยี่ห้อที่มีมานานแล้ว ในหนังสือบอกว่ามีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2497 แหน่ะ แต่หายไปพักนึง แล้วเพิ่งกลับมาใหม่ไม่นานมานี้


 

พ.ศ. 2503
และนี่คือโฉมหน้าของสินค้าที่ทำให้คนไทยเมื่อก่อนใช้คำว่า 'โกเต๊กซ์' ในความหมายที่หมายถึงผ้าอนามัย แม้ว่าผ้าอนามัยนั้นๆ จะไม่ใช่ยี่ห้อ 'โกเต๊กซ์' ก็ตาม

 

 

 

ชื่อสโลแกนโฆษณา

posted on 12 Feb 2009 22:06 by llllallll
รายชื่อชื่อสโลแกนโฆษณาสินค้าต่างๆ มีทั้งหมด 11 ชื่อสโลแกนดังนี้
1. ยาดมตราโป๊ยเซียน ใช้ดม ใช้ทาในหลอดเดียวกัน
2. แบนเนอร์ หลวมนักก็ไขหน่อย
3. เครื่องดื่ม M 150 พลังใจเกินร้อย
4. ยาหม่องตราถ้วยทอง ทาถู ทาถู ด้วยยาหม่องตราถ้วยทอง
5. น้ำหวานเฮลบลูบอย หวานชื่น รื่นรม (ขออภัย สะกดไม่ถูกต้องนิดหน่อย)
6. นมสดหนองโพ นมโคแท้ๆ 100%
7. มาม่า อร่อย
8. ฉลามบุก สู้ชีวิต
9. ทิฟฟี่ แผงสีเขียว
10. เจเพรส สบายหนุ่ม
11. มิตรแท้ประกันภัย มิตรแท้ของคุณ

สไตลความรักกรุ๊ปเลือด

posted on 11 Feb 2009 21:29 by llllallll

สไตล์ความรักของคนกรุ๊ปเลือด A

คนกรุ๊ป A มีความรอบคอบ หากคิดจะรักใครสักคนเขาจะใช้ เวลาพอสมควรในการตัดสินใจ จะไม่ค่อยรักใครทันทีที่ได้พบ คนกรุ๊ปนี้จะให้ความสำคัญในการถนอมความรักเพียงหนึ่งเดียว มากกว่าหลายรัก เป็นคนที่มีเหตุผลและรอบคอบ จะไม่ทำอะไรตามใจชอบโดยไม่คำนึงถึงสิ่งอื่น ดังนั้นความรักของคนกรุ๊ป A จึงไม่ใช่ความรักที่เร่าร้อน แต่จะเป็นรักแท้ที่มั่นคง สู่หนทางพิชิตรัก

หนทางสู่การพิชิตรักสาวกรุ๊ป A --ไม่ว่าจะคิดถึงเขาสักแค่ไหนก็เถอะ สาวกรุ๊ป A จะไม่ยอมเป็นฝ่ายติดต่อไปก่อนอย่างแน่นอน ใจจริงอยากให้เขารู้ถึงความรู้สึกของตน แต่ก็กลัวว่าจะถูกปฏิเสธหรือเพิกเฉย ดังนั้นหากฝ่ายชายเป็นฝ่ายกระตือรือร้นในการเข้าติดต่อ กับฝ่ายหญิงที่มีเลือดกรุ๊ปนี้ก่อนความสัมพันธ์ก็จะก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ถ้าฝ่ายชายเป็นคนสุภาพเรียบร้อยทั้ง 2 ฝ่ายต่างก็ไม่กล้า แสดงความรู้สึกออกมา ความสัมพันธ์ก็คงไม่ก้าวหน้าขึ้นได้ ดังนั้นฝ่ายชายต้องพยายามหน่อยล่ะ นอกจากนั้น สาวกรุ๊ป A ยังเป็นคนชอบรักแรกคบซะด้วย มีสิทธิ์อกหักเอาง่ายๆนะ แถมยังชอบจินตนาการ เอาเองว่าเขาเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ สาวกรุ๊ป A จะไม่ยอมแสดงออก ในเรื่องของความรัก ขืนชักช้า อาจจะสายไปก็ได้ จุดดีของสาวกรุ๊ป A ก็คือความบริสุทธิ์ ความมีเสน่ห์นี้จะแสดงออกทางวิธีการพูด และกิริยาท่าทาง ถ้าสาวกรุ๊ป A ตกแต่งจริตในการพูดซะหน่อย ก็จะมีพลังดึงดูด แรกๆที่คุยอาจจะไม่สนุกสนานแต่ให้จำไว้ว่าอารามณ์ขัน และความสดใสเป็นสิ่งสำคัญ ลองยิ้มให้เห็นฟันขาวๆ หรือให้เขาเห็นฝ่ามือไม่ก็ลองศึกษาวิธีการพูดและ การแสดงออกของดาวเด่นในโรงเรียนดูก็ได้

หนทางสู่การพิชิตรักหนุ่มกรุ๊ป A --หนุ่มกรุ๊ป A จะไม่แสดงให้สาวที่เขาแอบชอบรู้สึกตัว ก็เพราะเขาจะมีความหยิ่งในตัวเองสูงจึงไม่ยอมพูด ยิ่งกว่านั้นยังไม่กล้าสบตาสาวที่แอบชอบเวลาพูดคุย มิหนำซ้ำยังแกล้งทำเป็นเย็นชา ไม่สนใจใส่หล่อนซะอีกแหนะ บางทีก็แกล้งพูดเสียดสีทั้งๆที่ตัวเองชอบเธอ พูดง่ายๆคือเป็นคนแพ้ความสวยโดยเฉพาะสาวหน้ารูปไข่ อาจตกหลุมรักแบบรักแรกพบเอาซะดื้อๆ ชอบผู้หญิงรูปร่างแบบบางเพราะดูแล้วบอบบางน่าทะนุถนอม ถ้าจะให้เลือกที่จะชอบสาวที่สนใจทางด้านการฟังเพลง วาดภาพมากกว่าสาวกระฉับกระเฉงชอบเล่นกีฬา เพราะวาดภาพในใจว่าจะได้อ่านหนังสือดูหนัง และร้องไห้ด้วยกัน เกลียดคนไม่ยอมแพ้และสาวใจแข็ง ติดใจผู้หญิงพูดน้อย แต่เก็บความรู้สึกเก่ง



สไตล์ความรักของคนกรุ๊ปเลือด B

คนกรุ๊ป B เป็นคนเปิดเผย จะสามารถคบกับเพื่อนผู้ชายได้อย่างสนิทสนมเล่นสนุกกัน เหมือนๆ กับเพื่อนหญิง เพราะเป็นเพื่อนที่รู้ใจกันดี เวลาผ่านไปความสัมพันธ์จากเพื่อนจะเปลี่ยนเป็นคนรักโดยคุณไม่รู้ตัว เป็นจุดเริ่มความรักของคนกรุ๊ป B เมื่อเริ่มคบกันแล้ว ลักษณะนิสัยของคนกรุ๊ป B ที่รักความอิสระก็ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม แม้กับคนที่ตนรักก็ไม่อยากถูกผูกมัด ยังรักความเป็นอิสระ รักที่เกิดอย่างรวดเร็วก็อาจลดอุณหภูมิลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน >> ความร้อนแรงในตอนแรกพอนานเข้าก็จะค่อยเยือกเย็นลงไป เป็นความรักที่ค่อนข้างเอาแต่ใจตัวเอง

หนทางสู่การพิชิตรักสาวกรุ๊ป B --สาวกรุ๊ป B ซึ่งชอบปฏิบัตินั้นทะเล้นและกล้าในเรื่องของ ความรักกล้าหาญที่สารภาพกับเขาก่อนว่า "ชอบ" เขา เมื่อชอบใครแล้วก็จะไม่สนใจผู้คนรอบข้าง ทว่าสาวกรุ๊ป B บางคนอาจเสแสร้งให้คนที่ตัวเองชอบเห็นว่าไม่แยแส เกลียด หรือแกล้งให้เขาลำบาก พอเห็นเขาก็แกล้งทำอี๋อ๋อกับหนุ่มอื่น นอกจากนี้สาวกรุ๊ป B อาจปิ๊งหนุ่มมากกว่า 2 คนได้ แต่ไม่รู้เหมือนกันว่า คนไหนคือเนื้อคู่ หรือคนที่ตัวเองชอบจริงๆ ผู้ชายอาจจะจัดการ กับสาวนางนี้ยากหน่อย เสน่ห์ของสาวกรุ๊ป B ก็คือท่าทาง ที่แอคทีฟมีพลัง และความน่าไว้ใจ และมีความเก๋อยู่ในตัวเอง สำหรับผมน่าจะเหมาะกับผมสั้นมากกว่าผมยาว และควรใส่กางเกงยีนส์มากกว่ากระโปรง ลองเยื้องกรายเข้าไปในชมรมกีฬา ท่าทางกระฉับกระเฉง เดินไปเดินมาจะเป็นที่จับตามองของหนุ่มๆ

หนทางสู่การพิชิตรักหนุ่มกรุ๊ป B --ถ้าหนุ่มกรุ๊ป B เกิดไปชอบสาวสักคนก็จะเอาแต่ใฝ่ฝันถึงสาวนั้น เรื่องอื่นๆไม่ยุ่งเลย พอไม่ได้อยู่ใกล้สาวเจ้าจะรู้สึกเซ็ง หงุดหงิด การเรียนไม่สนอาจถึงขนาดเรียนตกต่ำ กลายเป็นคนกระสับกระส่าย จะทำตัวเท่ๆมองดูเป็นผู้ใหญ่ ถึงผู้หญิงจะเกลียดด่าว่ายังไงก็ไม่สน รักเขาแล้วนี่ ไม่ตัดใจง่ายๆหรอก ยิ่งยากเท่าไหร่ยิ่งชอบ หนุ่มกรุ๊ป B เขาแอบหลงรักสาวมีเสน่ห์ตรงที่ริมฝีปากได้รูปสวย ตาสวย ประเภทมีท่าทางเป็นผู้ใหญ่เรียบร้อยมาก สาวปราดเปรียวยิ่งยาวยิ่งดี พอเห็นสาวที่แต่งตัวใส่กระโปรงภูมิฐาน ใจก็ล่องลอยหาซะแล้ว



สไตล์ความรักของคนกรุ๊ปเลือด AB

สาวกรุ๊ป AB จะไม่ชอบให้ใครมาบังคับ ถ้าถูกกดดันมากไปคุณจึงรู้สึกเกลียดเขามากกว่า คุณไม่ชอบความรักที่ร้อนแรง แต่ปรารถนาความรักที่สามารถ เข้าใจกันและกันได้ดี ทั้งในด้านงานอดิเรก ลักษณะนิสัย สาวกรุ๊ป AB จะไม่ใช่คนรักเผื่อเลือกประเภทรักเดียวหลายใจและ ไม่ชอบการแสดงความรักต่อหน้าคนอื่น ความรักของคุณจะเป็นรักที่เรียบง่าย จนดูเหมือนว่าเป็นเพื่อนหรือพี่น้องกันมากกว่า

หนทางสู่การพิชิตรักสาวกรุ๊ป AB --ถ้าไม่เจอหนุ่มหัวดีก็ไม่มีทางสนใจหรอก จะดูหนุ่มที่วิธีการพูดและจิตใจมากกว่าท่าทาง ความรักเกิดจากความศรัทธาคือในระหว่างที่คบกันจะค่อยๆนับถือเขามากกว่าที่จะรู้สึก ชอบในทันที หัวใจอาจหวั่นไหว เพราะชายหนุ่มที่เรียนห้องเดียวกัน ในระหว่างที่ทำกิจกรรมด้วยกัน ก็จะประทับใจกับเสน่ห์ของชายหนุ่ม เขาควรจะเป็นคนหัวดีน่าเชื่อถือ สาวกรุ๊ป AB ไม่ใช่สาวธรรมดานะ มีเสน่ห์ซึ่งเป็นเอกลักษณ์แฝงอยู่ เช่น พูดจาดี เดินสวย แสดงออกแบบผู้หญิงน่ารัก มีเสน่ห์ตามแบบธรรมชาติมากกว่าแต่งแต้ม ไม่มีการฝืนและแสดงออกตามเนื้อแท้ เสน่ห์ขั้นสุดยอดคือความรู้สึกสะอาดตามักใส่เสื้อผ้าที่เนี้ยบ สะอาด มือไม้ หน้าตาสะอาดเสมอ นี่แหละคือ เสน่ห์ของเธอและอย่าลืมตรวจเล็บด้วยล่ะว่าสกปรกรึเปล่า

หนทางสู่การพิชิตรักหนุ่มกรุ๊ป AB --ต่อให้รักยังไง ก็จงเตรียมใจไว้เผื่อ ไม่แสดงออกว่าชอบ ถ้าไม่แน่ใจจะไม่บอกว่าชอบ แม้แต่ผู้หญิงที่หนุ่มกรุ๊ป AB ชอบ แรกๆ ยิ่งนึกว่า"ท่าทางจะเกลียดฉัน"ถึงคบกันแล้วก็ไม่รู้ว่าที่ใจจริงเป็นยังไง แต่บางทีจู่ๆก็สารภาพขึ้นมา เวลาที่อยู่กัน2 ต่อ 2 จึงจะให้จดหมายหรือของขวัญ บางคราวก็ที่แต่งกลอนให้โทรศัพท์ไปหา แต่คุยไม่ออกก็มี หนุ่มกรุ๊ป AB ต้องการหญิงสาวที่มีลักษณะเป็นตัวของตัวเองชอบก็บอกว่าชอบ และยิ่งชอบถ้าผู้หญิงคนนี้ เป็นคนมีความพยายาม ทำอะไรก็ตั้งใจทำจริงไม่เหลาะแหละจิตใจจะสั่นไหวง่าย เมื่อเจอผู้หญิงที่เอาจริงเอาจัง ผู้หญิงเก่งหัวดี ไม่ชอบผู้หญิงธรรมดาๆ ที่มีอยู่ดาษดื่นทั่วไป

สไตล์ความรักของคนกรุ๊ปเลือด O

ออกจะร้อนแรงมากทีเดียวสำหรับคนเลือดกรุ๊ปนี้ ความรักของพวกเขาจริงจัง ถ้ารักใครขึ้นมาล่ะก็จะทำทุกอย่างทีเดียว เพื่อให้รักนั้นสมหวัง ต่อให้มีคู่แข่งเป็นกองทัพก็ไม่ยั่น บางทีก็เกิดอาการเป็นมือที่สามของความรักชาวบ้าน แต่อย่าหวังเลยว่าพวกเขาจะรู้สึกผิด อย่างไรก็ตามคนเลือดกรุ๊ป O ก็ยังยึดถือความรักที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงไม่เลือกคนรักแบบมั่วซั่ว ต้องดูแล้วดูอีกว่าเข้ากันได้แน่รึเปล่าถึงจะยอมเซย์...ด้วย และเมื่อมีความรักแล้วก็รู้จักแบ่งแยกเรื่องรักกับเรื่องเรียนเป็นอย่างดี

หนทางสู่การพิชิตรักสาวกรุ๊ป O --ในจำนวนสาวทั้ง4กรุ๊ป คนที่จะตกหลุมรักแบบรักแรกพบมากที่สุดก็คือ สาวกรุ๊ป Oนี่แหละ เป็นคนที่ประทับใจใครได้ง่ายๆ หรือจะจดจำภาพแรกที่เห็น เพราะฉะนั้นหัวใจจึงมักสั่นไหว เมื่อเจอคนที่รู้จักตอนไปเที่ยว หรือคนที่เจอะเจอกันระหว่างทางไปโรงเรียนแต่พอมาคิดดูอีกทีภายหลัง แล้วค้นพบข้อบกพร่องของเขา ก็จะกลายเป็นไม่ชอบในทันที เอาแต่คร่ำครวญหารักที่มีอยู่ ในนิยายน้ำเน่าหรือในละคร อารมณ์ของสาวกรุ๊ป O ออกจะแปรปรวน ลุ่มหลงอีกฝ่ายได้ง่ายๆโดยแยกไม่ออกเลย ถ้าอีกฝ่ายเย็นชาเข้าใส่ ถ้าอยากมีเสน่ห์ต้องใช้การแสดงออก ความสวยงามจากใบหน้าที่ยิ้มแย้มจับใจผู้ชายมานักต่อนัก แล้วเวลาที่จะออกเดทกับชายหนุ่มที่ตัวเองปิ๊ง ให้หันหน้าเข้าหากระจก ฝึกทำหน้ายิ้มแบบเก๋ๆ อีกอย่างฟันขาวก็ถือเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง เมื่อรวมกับใบหน้าที่ระบายไปด้วยรอยยิ้มแล้วจะทำให้ การพูดคุยของคุณน่ารักมากเลย

หนทางสู่การพิชิตรักหนุ่มกรุ๊ป O --อยู่ดีๆเขาก็บอกผู้หญิงว่า "ผมชอบคุณมากนะ" อย่างกะทันหันทำให้เธอตกใจ ชอบทำแบบนี้พอชอบใครในสมองก็มีแต่เรื่องของคนๆนั้น และยังเป็นคนตกหลุมรักง่าย ไม่ทันคิดหรอกว่าอีกฝ่ายจะเป็นยังไง ถ้าไม่สนบางทีก็มีความคิดแบบอ่อนๆว่า ถ้าตัวเองชอบเขาแล้วเดี๋ยวผู้หญิงเขาก็ชอบกลับเอง แต่หนุ่มกรุ๊ป O เป็นคนไม่มีพิษมีภัย ตั้งใจบริการหญิงที่ตัวเองชอบ ใครได้ไปก็นับว่าสาวนั้นโชคดี หนุ่มกรุ๊ป O ชอบสาวเรียบร้อยเป็นแม่บ้านแม่เรือน เกลียดคนที่เห็นแก่ตัวเอาแต่ใจตัว ถูกใจผู้หญิงที่คิดว่าตัวเองเป็นผู้นำได้แต่ไม่แสดงออก ใจดี มีความกล้าหาญ เมื่อถึงเวลาคับขันก็สามารถต่อสู้ฟันฝ่าร่วมกับตัวหนุ่มกรุ๊ป O ได้ นอกจากนี้หนุ่มกรุ๊ป O ยังอยากได้เจ้าสาวที่ทำอาหารเก่งอีกด้วยหละ

 ท่านเป็นนักการเมืองที่มีป้ายโฆษณาโดนใจข้าพเจ้าที่สุดเลย

แต่ละอันกล้าดีมาก มาดูกันค่ะ

 

 

 

 

 

 

edit @ 10 Feb 2009 23:33:53 by llllallll

Transit ad เจ๋ง

posted on 10 Feb 2009 22:32 by llllallll

ก็เป็นสื่อ out door ที่เล่นกับรถประจำทาง

เป็นของต่างประเทศ ก็ได้ใจเราไปทุกตัวเลยจิงๆ

 

มาดูกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

กล้าดีมากๆ

posted on 10 Feb 2009 22:27 by llllallll

 

โนคอมเม้น

object width="400" height="355" classid="clsid:D27CDB6E-AE6D-11cf-96B8-444553540000" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,29,0">